เคล็ดลับวิธีการทำแกงป่าคนป่า

เรามีอาหารสูตรร้อนที่ปรุงด้วยใบกะเพรามาฝากกัน เหมาะสำหรับท่านที่ห่วงใยสุขภาพ รับประทานแล้วหายท้องอืด หากเบื่ออาหารหรือมีอาการอาเจียน คลื่นไส้ด้วย ก็ยิ่งเหมาะกับเมนูนี้ รับประทานแล้วไม่อ้วน อร่อยแบบไทยแท้ๆ แต่ที่เด็ดพิเศษคือเป็นแกงแบบคนบ้านป่าบ้านไร่ ใช้พริกขี้หนูสดและปลาโสด เคล็ดลับนี้ ทั้งคนกรุงหรือคนป่า น้ำหูน้ำตาร่วงกันมาแล้ว

แกงป่า

เคล็ดลับวิธีการทำแกงป่าคนป่า
เครื่องปรุง
ข่า ตะไคร้
กระเทียม หอมแดง
มะกรูด กระชาย
ใบกะเพรา และพริกขี้หนูสด
เพิ่มปริมาณจากการติอีก 1 เท่าตัว
พริกไทยอ่อน
มะเขือเปราะ
มะเขือพวง
หน่อไม้
ข้าวโพดอ่อน
ถั่วฝักยาว
(ผักต่างๆ จัดเพิ่มตามใจชอบ)
ปลากด หรือปลาชนิดอื่นตามชอบหรือตามสะดวก

วิธีทำแกงป่าคนป่า
ซอยกระชายตามยาว โขลกเครื่องแกงให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน น้ำลงผัดโดยเติมน้ำนิดเดียวก่อน พอเครื่องแกงโชยกลิ่นหอมฉุน จึงเพิ่มน้ำลงไปพอเป็นน้ำแกง เคล็ดลับอีกข้อคือต้องรอให้น้ำเดือดจัด จึงค่อยใส่เนื้อปลา กะเวลาพอร้องเพลงเล่นสักท่อนเดียวจึงใส่ผักนานาชนิดตามลงไป แล้วก็รีบเหยาะน้ำปลา ชิมรสตามชอบ

แต่จริงๆแล้ว แกงป่าควรมีรสเค็มนำ ถ้าเติมน้ำตาลจะเป็นการป่าคนกรุงไปซะ แกงป่าคนป่าไม่ต้องเติมน้ำตาล เนื้อปลานั้นให้รสหวานอยู่แล้ว สำหรับกระชาย พริกไทยอ่อน และใบกะเพรานั้น รอไว้โรยตอนแกงเดือดปุดๆ ก่อนยกลงจากเตา

ยกแกงป่าสูตรคนป่า รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟกันที่ระเบียง รับประทานไปเดินชมฟ้าไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

เคล็ดลับวิธีการทำยำหัวปลี

นอกจากนำกล้วยมารับประทานเป็นผลไม้มากวิตามินแล้ว คนเรายังนำกล้วยไปดัดแปลงเป็นอาหารแสนอร่อยได้อีกหลายตำรับ เช่น กล้วยบวชชี กล้วยแขก กล้วยเชื่อม กล้วยฉาบ ต้นกะทิหัวปลี ฯลฯ แต่อาหารที่นำดอกกล้วยมาปรุงอย่างง่ายๆ และมีคุณค่าต่อร่างกาย คือ ยำหัวปลี จานเด็ดราคาเยาที่คุณสามารถโชว์ฝีมือเองก็ได้

ยำหัวปลี

วิธีการทำยำหัวปลี

เครื่องปรุง
หัวปลี
มะขามเปียก
กะทิ
ไก่ , กุ้ง , ปลา
น้ำตาลปี๊บ
น้ำปลา
น้ำพริกเผา

วิธีทำยำหัวปลี
หัวปลีมาหั่นซอยแบบค่อนข้างละเอียด ไม่ควรหั่นชิ้นใหญ่นัก นำไปแช่ในน้ำส้มมะขามเปียกคั้น ขยำให้ทั่วแล้วแช่ไว้สักครู่เพื่อแก้รสฝาด และป้องกันหัวปลีดำไม่น่ารับประทาน
นำหัวปลาและเนื้อไก่มาต้มหรือย่าง หากย่างจะทำให้เนื้อแน่นและกลิ่นหอมเป็นพิเศษ ขั้นต่อมาก็คั้นกะทิ แยกหัวกะทิไว้สักเล็กน้อยแล้วนำขึ้นตั้งไฟ ขณะที่กะทิใกล้เดือด ฉีกเนื้อปลาและเนื้อไก่ลงไปฉีกชิ้นหยาบๆ ก็ได้
เติมน้ำพริกเผา น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำต้มมะขามเปียกควรเติมตามปริมาณหัวปลีว่าปรุงมากน้อยเพียงใด ปรุงรสตามความเหมาะสม ให้เด่นด้วยรสหวานเคล้าเปรี้ยว มีรสเค็มจางๆ ตามหลังเมื่อกะทิเดือดจึงยกลงจากเตา บีบหัวปลีให้สะเด็ดน้ำ นำมาคลุกเคล้าในน้ำกะทิร้อนๆ ก่อนยกเสิร์ฟ ราดหัวกะทิและโรยด้วยกุ้งลวก จะยิ่งยั่วน้ำลายมากขึ้น
จานนี้รับประทานเล่นเป็นกับแกล้มก็เลิศแน่ รับประทานคู่กับถั่วลิสงคั่วเพิ่มความอร่อยจนลืมไม่ลง

เคล็ดลับวิธีการทำต้มยำกุ้งน้ำใส

ต้มยำกุ้ง เป็นแกงที่ต้มสุกด้วยน้ำเปล่าพร้อมตะไคร้ และใบมะกรูด ใส่กุ้ง แต่เดิมใช้กุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ การทำต้มยำกุ้งในระยะแรกอาจใช้น้ำปลา ใส่สมุนไพร ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนูสด มะนาว เพื่อลดคาวกุ้ง หรือเนื้อสัตว์ที่ใช้ทำต้มยำ ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ครบรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ดเล็กน้อย และเป็นอาหารไทยที่ชาวต่างชาตินิยมมาก เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีกลิ่นหอมจากสมุนไพร ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่ช่วยขับลม น้ำต้มยำกุ้งมีสีมันกุ้ง กุ้งสุกไม่แข็งไม่คาว ตะไคร้สุกไม่ปร่า รสเปรี้ยวนำเค็ม ไม่เผ็ด ต้มยำกุ้งในอดีตนั้นมักจะไม่ใส่นมหรือกะทิ และมักจะปรุงอย่างง่ายๆ ไม่มีเครื่องปรุงอะไรมากนัก โดยต้มยำน้ำใสจะมีส่วนประกอบ คือ เนื้อสัตว์ และสมุนไพร คือ ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนูสด และมะนาว

ต้มยำกุ้งน้ำใส
ส่วนประกอบ (สำหรับ 6 ที่)  
เครื่องปรุง

กุ้งนางตัวใหญ่ 6 ตัว (500 กรัม)
น้ำเปล่าหรือน้ำต้ม (หัว/เปลือกกุ้งต้มรวมกัน) 3 ถ้วย
พริกขี้หนูเขียว แดง ทุบพอแตก 5-6 เม็ด
ใบมะกรูดฉีกหยาบๆ 2-3 ใบ
ตะไคร้หั่นสั้นๆ บางๆ 2 ต้น (30 กรัม)
ผักชีหั่นเป็นท่อนสั้นๆ 1 ต้น
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)
น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ (30 – 45 กรัม)
หอมแดงทุบ 3 หัว (20 กรัม)

ข้อเสนอแนะและข้อควรรู้ : กุ้ง ควรลวกก่อนเพราะจะทำให้ตัวกุ้งไม่แข็งและลดกลิ่นคาว ไม่ควรใส่น้ำพริกเผา เพราะจะทำให้ความหอมลดน้อยลง หากชอบเผ็ดควรใส่พริกขี้หนูพร้อม ตะไคร้ และตะไคร้ควรแช่น้ำมะนาวเล็กน้อยเพื่อให้เป็นสีชมพู และรสชาติที่แท้จริงของต้มยำกุ้งควรเป็นรสเปรี้ยวนำ เพื่อเป็นการเพิ่มความอยากรับประทานอาหารในจานต่อไปอีกด้วยวิธีทำต้มยำกุ้งน้ำใส
1. ล้างกุ้งให้สะอาด ตัดหนวดทิ้ง แกะเปลือกกุ้งให้หมด ไม่ไว้หาง ดึงเส้นดำออก แยกหัว แยกมันกุ้งผัดกับน้ำมัน 2-3 ช้อนโต๊ะ ตัวกุ้งผ่าหลัง ส่วนเปลือกกุ้ง หัวกุ้งใช้ทำน้ำต้มยำ ลวกกุ้งด้วยน้ำต้มยำ รอกุ้งเปลี่ยนเป็นสีชมพูให้ตักขึ้น
2. วิธีทำน้ำต้มยำกุ้ง ใส่น้ำลงในหม้อ 3 ถ้วยครึ่ง ตั้งไฟให้เดือด ใส่เปลือกกุ้ง หัวกุ้ง ตะใครทุกหั่นเป็นท่อน 1 ต้น หอมแดงทุบ ตั้งไฟอ่อนประมาณ 10 นาที กรองใช้เป็นน้ำต้มยำกุ้ง
3. ใส่น้ำต้มยำกุ้งลงในหม้อตั้งไฟ พอเดือดใส่ตะไคร้ ใส่น้ำปลา ใส่กุ้ง ใส่น้ำมะนาว ใส่มันกุ้ง
4. ใส่พริกขี้หนู ใส่ใบมะกรูด ผักชี

เคล็ดลับวิธีการทำไก่ผัดกะเพราให้อร่อย

“ไก่ผัดกะเพรา” เป็นอาหารที่คนไทยรู้จักมานานแล้วเพราะใบกระเพราถือเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยาเช่นเดียวกับผักพื้นบ้านอีกหลายๆ ชนิดแต่เนื่องจากะเพรามีกลิ่นฉุน และรสเผ็ดร้อน คนไทยจึงไม่นิยมรับประทานกะเพราโดยตรงเหมือนผักชนิดอื่นแต่นิยมนำไปเป็นเครื่องปรุงรสชาติ และกลิ่นในการประกอบอาหารต่างๆ คนไทยส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงกะเพราก็มักจะนึกถึงรายการอาหารยอดนิยมจากกะเพรา ได้แก่ ผัดกะเพรา หมู ไก่ เนื้อ เป็นต้น ผัดกะเพราจะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ มีรสชาติ เผ็ด เค็ม หวานเล็กน้อย

ไก่ผัดกะเพรา

ส่วนประกอบ (สำหรับ 3 ที่)

เครื่องปรุงน้ำพริก

พริกเหลืองหั่นละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
กระเทียมซอย 2 1/2 ช้อนโต๊ะ (25 กรัม)
ข่าหั่นละเอียด 2 ช้อนชา (10 กรัม)
รากผักชีหั่นละเอียด 2 ช้อนชา (10 กรัม)
เกลือ 1/2 ช้อนชา (3 กรัม)
น้ำมันพืช 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)

เครื่องปรุงอื่นๆ

ไก่หรือหมูสับรวน 300 กรัม
น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
น้ำตาล 2 ช้อนชา (10 กรัม)
น้ำมันพืช 1/2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
ใบกะเพราเด็ดเป็นใบ 100 กรัม

วิธีทำไก่ผัดกะเพรา

1. ล้างพริกทั้งสองอย่างให้สะอาด เด็ดก้านออกหั่นให้สั้นๆ โขลกพริกกับเกลือให้ละเอียด ใส่ข่า รากผักชีใส่กระเทียม โขลกให้ละเอียด ผัดกับน้ำมัน ให้หอมประมาณ 2 นาที ตักขึ้น

2. ตั้งกระทะให้ร้อนใส่ไก่รวนพอไก่สุกตักออก

3. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลาง ใส่น้ำพริกผัดพอหอม ใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำ คนเข้าด้วยกัน แล้วใส่หมู หรือไก่ ที่รวนผัดให้ทั่ว ใส่น้ำเปล่า

4. ใส่ใบกะเพรา ผัดต่ออีกประมาณ 1-2 นาที ชิมรสให้กลมกล่อม ตักใส่จานเสิร์ฟกับข้าวสวย

ข้อเสนอแนะและข้อควรรู้ : ไม่ควรใส่ซีอิ้วหรือน้ำมันหอยจะทำให้กลิ่นหอมของพริกหายไป เครื่องปรุงน้ำพริกจะต้องใส่ข่าด้วยเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ที่ใช้ ควรมีความชุ่มไม่แห้ง และไม่ควรมีน้ำมาก ใบกะเพราสุกจะมีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม เผ็ดนำเล็กน้อย สีน้ำพริกคือสีที่ได้จากพริก คือสีเหลืองส้ม ใบกะเพรามีสรรพคุณแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม มีแคลเซียม มีเบตาแคโรทีน และวิตามินซี ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง พริกให้วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ความเผ็ดจากแคปไซซินในพริกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และช่วยขัดขวางสารมะเร็งไม่ให้ทำร้ายเซลล์ กระเทียมให้สารออร์แกโนซัลเฟอร์ต่อต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อมะเร็ง สามารถกระตุ้นระบบทำลายสารพิษ

ที่มา : หนังสืออัตลักษณ์อาหารไทย 4 ภาค

เคล็ดลับวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ โทรศัพท์ให้เร็วขึ้น

การชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์  หรือแท็บเล็ต เป็นปัญหาที่กวนใจหลายคนโดยเฉพาะเวลาเร่งรีบ แล้วแบตเตอรี่กลับชาร์จช้าไม่เต็มสักที หรือได้เปอร์เซ็นต์แบตที่น้อยเกินไป  แม้ว่าจะมี Power Bank แต่ก็ชาร์จได้ไม่ทันใจ ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับวิธีการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตให้เร็วขึ้น ได้ง่ายๆ ดังนี้

ชาร์จแบตเปิดเป็น Airplane Mode หรือปิดเครื่องขณะทำการชาร์จแบตเตอรี่

เป็นวิธีการพื้นฐานที่หลายคนคงทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เนื่องจากโทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต แม้ว่าจะอยู่ในโหมด สแตนบายด์ ก็ยังมีการใช้พลังงานแบตเตอรี่อยู่ แต่เมื่อใดที่เราเปิดเป็น Airplane Mode จะเป็นการปิดการใช้พลังงาน จึงทำให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น แต่ถ้าอยากจะทำให้ชาร์จเร็วขึ้นกว่าเดิม ก็ให้ปิดเครื่องขณะชาร์จ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Wall Chargerใช้ที่ชาร์จแบบ Wall Charger แทนการชาร์จกับ คอมพิวเตอร์

บางคนอาจจะสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งแม้ว่าจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เหมือนกัน แต่การชาร์จแบบ Wall Charger นั้น จะสามารถชาร์จไฟเข้าได้เร็วกว่า ซึ่งปกติ การชาร์จกับคอมพิวเตอร์ จะให้กำลังไฟแค่ 0.5 แอมป์ แต่ถ้าหากชาร์จกับไฟบ้าน สำหรับโทรศัพท์ จะให้กำลังไฟแรงกว่าที่ 1 แอมป์ ส่วนแท็บเล็ต จะอยู่ที่ 2 แอมป์

ชาร์จผ่าน Mac3 ชาร์จผ่านพอร์ต USB บนอุปกรณ์ Mac (เฉพาะ iPhone และ iPad)

หากไม่ได้นำที่ชาร์จแบบ Wall Charger ติดตัวมา หรือไม่มีสถานที่ชาร์จแบตเตอรี่ ให้ลองชาร์จผ่านพอร์ต USB บนอุปกรณ์ Mac (เฉพาะ iPhone และ iPad) ดู เนื่องจากอุปกรณ์ Mac รุ่นใหม่ๆ จะให้กำลังไฟแรงกว่า ที่ 1.1 แอมป์ ซึ่งแรงพอๆกับการชาร์จแบบ Wall Charger เลยทีเดียว

Ai Chargerใช้โปรแกรม เร่งการชาร์จให้เร็วขึ้น

สำหรับ ASUS จะมีโปรแกรม ที่มีชื่อว่า Ai Charger ซึ่งเร็วกว่าการชาร์จแบบธรรมดาถึง 50% เนื่องจากโปรแกรมตัวนี้ ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ motherboards นั่นเอง แต่อย่าลืมว่า ควรจะใช้โปรแกรมแบบ Official นะ ห้ามใช้ของเถื่อนโดยเด็ดขาด

ChargeDrใช้ ChargeDr

ChargeDr คือ ตัวเร่งการชาร์จแบบ USB ที่ช่วยเพิ่มกระแสไฟสำหรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ ให้มากขึ้นนั่นเอง โดยราคาของ ChargeDr อยู่ที่ $20 หรือราวๆ 640 บาท

usb 2 หัวใช้หัวชาร์จ USB แบบ 2 หัว

สาย microUSB ที่สามารถเชื่อมต่อพอร์ต USB ได้ 2 หัว จะช่วยเพิ่มปริมาณแอมป์ได้ 2 เท่า ถ้าหากใครมีเวลาน้อยที่จะชาร์จแบตเตอรี่ และลืมเอาที่ชาร์จแบบ Wall Charger ติดมา ลองใช้สาย USB แบบนี้กันดู

เคล็ดลับวิธีการแต่งหน้าสวยแบบประหยัด

ผู้หญิงงามเพราะแต่ง เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธได้ยาก บางคนถึงกับต้องแต่งหน้าทุกวัน เว้นไม่ได้เลยสักวันเดียว และเครื่องสำอางทั้งหลายที่แต่งออกมาแล้วสวยเป๊ะก็ราคาสูงลิบ แถมยังหมดไว ซื้อใช้บ่อยๆ ก็เปลืองเงินในกระเป๋า แต่จะไม่ให้แต่งก็ไม่ได้อีก วันนี้เรามีเคล็ดลับในการแต่งหน้าสวยด้วยวิธีสุดประหยัด แต่ได้ของดีมาไว้ใช้แบบที่ไม่ต้องจ่ายราคาแพงเลยค่ะแต่งหน้า

1 ขอรับเครื่องสำอางฟรี  ถ้าเป็นคนที่ไม่เกี่ยงแบรนด์แล้วล่ะก็ เครื่องสำอางแบบฟรีๆ มีให้เลือกใช้อย่างมากมาย หาไม่ยากเพียงแค่ลองค้นข้อมูลใน google และพิมพ์คำว่า “ตัวอย่างแต่งหน้าฟรี” หรือ “แต่งหน้าฟรี” ดูสิค่ะ รับรองว่ามีผลิตภัณฑ์ตัวอย่างแบบฟรีๆ มาให้ได้ทดลองใช้จริง การันตีได้ว่าได้ของดี มีคุณภาพ แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย

2 ทำสครับปาก การสครับปากจะช่วยให้ปากเรียบเนียน นุ่ม ไม่แห้งเป็นขุย และยังช่วยให้ลิปสติกติดทนนาน ไม่ซีดจางไปโดยง่าย ทำให้ไม่ต้องคอยเติมสีปากอยู่บ่อยๆ ช่วยให้ประหยัดลิปสติกได้ การทำสครับปากนั้นก็สามาถทำเองได้โดยไม่ต้องไปซื้อหาให้ยุ่งยาก เพียงแค่นำ ปิโตรเลียมเจล หรือ วาสลีน มาผสมกับน้ำตาล แล้วขัดๆ ถูกๆ เบาๆ ให้ทั่วริมฝีปาก เพียงอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ริมฝีปากก็จะเรียบเนียน นุ่มนิ่ม ไม่เป็นขุยแล้วค่ะ

3 ใช้ลิปสติกให้คุ้มค่า หากเป็นคนที่มีลิปสติกหลายๆ แท่ง แล้วยังรู้สึกเบื่ออยากจะได้สีใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อแท่งใหม่เลยค่ะ เพียงนำลิปสติกแท่งเก่ามาผสมกับลิปสติกแท่งอื่นๆ ก็จะได้เฉดสีใหม่ขึ้นมาให้ได้ใช้แล้วค่ะ หรือหากว่ามีลิปสติกแท่งโปรด แต่ใช้จนหมดแล้ว เหลือลิปสติกก้นแท่ง ก็สามารถนำมาผสมกับปิโตรเลียมเจล หรือวาสลีน ก็จะได้ลิปกลอสเงาวับสีสุดโปรดมาใช้พร้อมบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื่นยาวนาน โดยไม่ต้องง้อลิปกลอสแท่งละหลายบาทแล้วค่ะ

4 ล้างเครื่องสำอางด้วยเบบี้ออยล์ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อรีมูฟเวอร์ราคาแพง แถมยังกลัวจะแพ้อีกด้วย ตัวช่วยที่ใช้ล้างเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี ราคาประหยัด ก็คือ เบบี้ออยล์ นี่เอง ไม่ว่าจะเป็นรอบดวงตา ริมฝีปาก สะอาดเอาอยู่ แถมยังช่วยให้ผิว แข็งแรง ชุ่มชื่น สดใส ดูสวยสุขภาพดี อีกด้วย

เคล็ดลับการแต่งหน้าสวยแบบประหยัดทำได้ง่ายๆ เพียงเท่านี้ สาวๆ ไม่ควรพลาดเลยนะคะ รับรองว่ามีเงินเหลือไว้ช้อปอย่างอีกได้อีกเพียบเลยทีเดียว

เคล็ดลับวิธีการทำข้าวต้มมัด

ข้าวต้มมัด เป็นขนมที่นิยมนำไปทำบุญในช่วงเข้าพรรษา ข้าวเหนียวที่ห่อด้วยกล้วย อาจมีถั่วบ้างแล้วแต่ความชอบ จากนั้นห่อด้วยใบตองหรือเชือกกล้วยมักเป็นสองท่อน

ข้าวต้มมัด

ส่วนประกอบของข้าวต้มมัดจะประกอบด้วย ข้าวเหนียว กะทิ เกลือ ถั่วดำ กล้วย  วิธีการทำข้าวต้มมัดแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย บางชุมชน จะผสมข้าวเหนียว กะทิ เกลือเล็กน้อย และถั่ว ผัดพอข้าวเหนียวสุกจึงนำไปห่อกับกล้วย แต่บางพื้นที่จะนำข้าวเหนียวไปคลุกกับมะพร้าว ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วจึงนำไปห่อกับกล้วย

วิธีการทำข้าวต้มมัด 

1 นำข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้แล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง มาผสมกะทิ เกลือ คนให้เข้ากัน ตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงกวนให้เข้ากัน จนกระทั่งพอเริ่มแห้งจึงยกลง

2 ฉีกใบตองขนาด 8 นิ้ว และ 7 นิ้ว สองขนาดวางซ้อนกัน หยิบข้าวเหนียวที่ผัดได้ที่แล้วใส่กล้วยผ่าตามยาวครึ่งลูก วางข้าวเหนียวทับไส้ให้มิดบางๆ ใส่ถั่วดำ ห่อข้าวต้มให้สวยงาม มัดด้วยตอกหรือเชือกให้แน่น ประกบคู่มัดเป็นสองช่วงหัวท้าย

3 นึ่งข้าวต้มที่ห่อแล้วประมาณ 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมง จนข้าวเหนียวสุก

คนโบราณสมัยก่อนเชื่อว่า ถ้าชายหญิงคู่ใดทำบุญด้วยข้าวต้มมัดจะครองรักอยู่ด้วยกันนานตลอดกาล เหมือนข้าวต้มมัดที่มัดรวมกัน แต่ไม่ว่าจะทำบุญด้วยอะไรขอให้ทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เพียงเท่านี้ก็ได้บุญแล้ว

 

เคล็ดลับวิธีการดองผักอวบน้ำ

ผักอวบน้ำ  อย่างเช่น  ถั่วงอก สายบัว หยวกกล้วย  ก็สามารถนำมาดองเอาไว้ทานกับน้ำพริกได้เหมือนกันนะคะ ใครที่ชอบทานผักดอง รสชาติเปรี้ยวๆ เค็มๆ จิ้มกับน้ำพริกไม่ควรพลาดเมนูนี้เด็ดขาด

ผักดอง

ในการดองผักอวบน้ำนั้นวิธีการก็ไม่ยาก และยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องรอหลายวันถึงจะเข้าเนื้ออีกด้วย อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะคะว่าจะสามารถทำได้อย่างไร  เราไปดูวิธีการดองผักอวบน้ำกันเลยดีกว่านะคะ

วิธีการดองผักอวบน้ำ ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมผักที่จะดองกันก่อน  ถั่วงอก ล้างน้ำให้สะอาดสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ พักไว้ 1 ถ้วย สายบัวหักท่อนยาวสัก 2 นิ้ว ล้างให้สะอาดสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ พักไว้เช่นกัน หยวกกล้วยเลือกหน่อกล้วยอ่อนๆ ที่ยังเป็นใบแคบอยู่ ลอกกาบนอกออกเหลือแกนมนขนาดเท่าแขน ซอยหนาครึ่งเซนติเมตร แช่น้ำ ใช้ไม้หรือตะเกียบม้วนใยออก สรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ 1 ถ้วย

เตรียมน้ำดอง โดยใช้น้ำอุ่น 3 ถ้วย น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย เกลือ 1 ช้อน น้ำตาลปี๊บสักก้อนปลายนิ้วก้อย ละลายในน้ำอุ่น นำผักอวบน้ำที่เตรียมไว้ทั้งหมดเทใส่ภาชนะรวมกัน เทน้ำดองใส่ให้ท่วมผัก ทิ้ง 1 วัน หากอากาศเย็นก็อาจจะต้องค้างไว้สัก 1 คืน แล้วจึงจะอร่อย

แต่ถ้าหากอยากกินเร็วก็ตั้งตากแดดสักครึ่งแดดก็กินได้เลย ผักดองนี้ก็จะมีความเปรี้ยวกรอบ กินกับน้ำพริกปลาร้า เข้ากันดีนัก เมื่อเราปล่อยให้สะเด็ดน้ำ ผักจะดูดน้ำดองเข้าไปทำให้ผักจืดๆ มีรสชาติมากขึ้น ลองทำดูนะคะ

เคล็ดลับวิธีการขจัดรังแค พร้อมเผยผิวสวยสดใสด้วยเบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือ โซเดียมคาร์บอเนต  เป็นสารที่ช่วยใช้ในการทำอาหารประเภทขนมปัง เค้ก และขนมต่างๆ แต่รู้หรือไม่ว่านอกจาก เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) จะใช้ทำขนมได้แล้ว ยังมีความสามารถในการช่วยขจัดรังแคบนหนังศีรษะ และเผยผิวสวยสดใสได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการนำไปใช้นั้นก็ไม่ยากและไม่วุ่นวาย แถมยังปลอดภัยอีกด้วย

เบกกิ้งโซดา (Baking Soda)

การใช้เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) แก้ปัญหาเรื่องรังแคบนหนังศีรษะนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ เพียงแค่ผสมผงเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) กับแชมพูสระผมที่ใช้อยู่เป็นประจำ ในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อครั้ง สระเสร็จแล้วก็นวดผมตามปกติ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) จะช่วยขจัดคราบฟิล์ม หรือสารเคมีที่เกาะอยู่ที่หนังศีรษะอันเป็นสาเหตุของรังแค ออกไป หรือบางคนอาจจะใช้ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ผสมกับน้ำเปล่าใช้แช่ผมก็ได้ผลเหมือนกันค่ะ

การใช้เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) เผยผิวสวยสดใส สามารถทำได้โดยการผสมเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) กับน้ำเปล่าแล้วใช้ขัดตัว หรือหากต้องการเน้นเฉพาะส่วน เช่น หัวเข่า ข้อศอก ก็สามารถขัดเน้นเฉพาะจุดได้ ทำให้เซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหลุดออกไป และเผยผิวสวยสดใสได้ไม่ยากค่ะ แต่สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายก็อย่าลืมทดสอบอาการแพ้ก่อนด้วยนะคะ

นอกจากเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ยังมีความสามารถในการทำความสะอาดเครื่องเรือนได้อีกด้วย สำหรับการหาซื้อนั้นก็หาได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แผนกอุปกรณ์ทำขนม ราคาก็ไม่แพง แต่อย่าสับสนกับผงฟูนะคะ

เคล็ดลับวิธีการวัดรูปร่างตัวเองแบบมาตรฐาน

การวัดรูปร่าง ขนาดสัดส่วน ของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะวัดเพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้าได้อย่างพอดีนั้นก็อาจจะต้องมีเทคนิค วิธีการวัดสักเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นอาจจะใส่ชุดที่ซื้อมาแล้วได้ไม่สวยก็เป็นได้ โดยเฉพาะเสื้อผ้าออนไลน์ ที่มักมีแบบสวยๆ ให้เลือกมากมาย แต่เรามักไม่ได้ลองใส่ จึงต้องรู้ขนาดรูปร่างของตัวเองที่แน่นอน ซึ่งการวัดขนาดรูปร่างตัวเองให้เลือกซื้อชุดได้สวยพอดีนั้นมีเทคนิคการวัดดังนี้ค่ะ

การวัดรูปร่าง

ขนาดหน้าอก การวัดหน้าอกนั้นจะต้องวัดบริเวณใต้รักแร้ ในจุดที่อกอิ่มที่สุด หรือใหญ่ที่สุด เมื่อเวลาซื้อเสื้อมาแล้วจะได้ไม่รัดมาก หรือหลวมมากจนเกินไป

ขนาดเอว จะมีสองระดับ ขึ้นอยู่กับแบบเสื้อผ้าที่จะซื้อ หากเป็นเอวสูง จะต้องวัดในส่วนที่เอวคอดที่สุด แต่ถ้าเป็นเอวต่ำ จะต้องวัดในระดับใต้สะดือประมาณ 1 นิ้ว และให้วัดให้หลวมกว่าเอวจริงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดมากเกินไปเวลาสวมใส่

ขนาดสะโพก เป็นส่วนที่หลายคนวัดผิดตำแหน่งบ่อยๆ การวัดสะโพกที่ถูกต้องจะต้องวัดให้ต่ำกว่าเอวลงมาประมาณ 7 นิ้ว และความเผื่อขนาดไว้ 1-2 นิ้ว เพื่อให้สามารถใส่ได้พอดี ไม่ฟิตแน่นจนเกินไป

ส่วนช่วงขา จะต้องวัดจากเอวลงมาจนถึงจุดที่ต้องการ อาจจะให้ยาวถึงตาตุ่ม หรือยาวคลุมเท้าก็ได้

และที่สำคัญควรหมั่นวัดขนาดรูปร่างเก็บไว้เรื่อยๆ ทุก 1-3 เดือน เนื่องจากร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อาจทำให้ขนาดรูปร่างเปลี่ยนแปลงได้ วัดเอาไว้บ่อยๆ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายเมื่อต้องการซื้อเสื้อผ้าสักชุด โดยเฉพาะเสื้อผ้าออนไลน์