เคล็ดลับวิธีการทำแกงคั่วกระท้อน

แม้เพียงรับประทานผลของมันก็ยังช่วยระบายท้องได้อย่างดี เรียกว่ามีประโยชน์ทั้งโภชนาการและให้ความร่มครึ้มภายในบริเวณบ้าน ให้ทั้งความหมายอันเป็นสิริมงคลอเนกอนันต์
หากรับประทานกระท้อนห่อจนเข็ดฟันแล้วลองมาปรุงเป็นอาหารคาวรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ดูบ้างจะเป็นไรแก้หนาวแก้เซ็งหัวใจระบายท้องดับพิษไข้ได้อีกด้วย

แกงคั่วกระท้อน
เคล็ดลับวิธีการทำแกงคั่วกระท้อน
เครื่องปรุง ประกอบด้วย
กระท้อน
ไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อกบ
ข่า
ตะไคร้
พริกแห้ง
ผิวมะกรูด
หัวหอม
กระเทียม
เกลือ
ใบโหระพา
กะทิ
วิธีการทำแกงคั่วกระท้อน
ปอกเปลือกกระท้อน แล้วสับ-สับ-สับ เนื้อกระท้อนแบบเดียวกับการสับมะละกอทำส้มตำ แล้วแช่ในน้ำเกลือทิ้งนานไว้ 1 ชั่วโมงจากนั้นก็ใส่ข่า ตะไคร้ หัวหอมกระเทียม พริกแห้ง ผิวมะกรูด ลงในครกแล้วลงมือตำกระหน่ำให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน ตั้งกระทะ ใช้ไฟแรงเพื่อให้กะทิเดือดหอมมัน แล้วจึงใส่เครื่องแกงที่ต่ำละเอียดลงผัดเคล้ากะทิ โรยเกลือลงสักนิด พลอยตะหลิวผัดไปมาอีกสักหน่อยก็ใส่เนื้อไก่หรือเนื้ออะไรก็ได้ตามชอบ ลงผัดคลุกเคล้าในกระทะ คอยสังเกตเมื่อเนื้อใกล้สุก็เติมน้ำลงไปพอซดคล่องคอ รีบแช่กระท้อนอีก 2-3 น้ำเกลือ สรงขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ พอดีในกระทะเดือดพรุ่งจึงใส่กระท้อนลงไประหว่างนี้ปรุงรสชิมดูให้ถูกใจ อาจโรยน้ำตาลนิดหน่อย เมื่อเดือดคราวนี้ก็เด็ดใบโหระพาโรยหน้าแล้วยกเสิร์ฟได้เลย จะรับประทานเล่นเป็นกลับแกล้มเหลือรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยแปลกไม่แพ้กัน

เคล็ดลับวิธีการทำกะปิคั่ว

เคล็ดลับง่ายๆในการปรุงกระชายเป็นอาหารถ้วยเด็ด อร่อยแบบง่ายๆ ได้สารอาหารที่ดีพร้อมสรรพ ขอเสนอการทำกะปิคั่วที่แสนอร่อย ทานได้ตลอดทุกฤดู

กะปิคั่ว
เคล็ดลับวิธีการทำกะปิคั่ว

เครื่องปรุงการทำกะปิคั่ว ประกอบด้วย
กระปิดี
กระชาย
ข่า
ตะไคร้
กระเทียม
หัวหอม
น้ำตาลปี๊บ
น้ำปลา
กะทิ
ปลาแห้งย่าง
พริกไทยอ่อน
พริกแห้งคั่ว

วิธีการทำกะปิคั่ว

ใส่กระชาย หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ และปลาแห้งย่าง ลงในครกแล้วโขลกให้แหลก กะปริมาณตามต้องการ ว่ารับประทานกี่มากน้อยคน เมื่อตำเครื่องแหลกดีแล้วจึงนำกะปิลงโขลกรวมกับเครื่องเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทางหน้าเตานั้นเตรียมเคี่ยวกะทิไว้ พอกะทิแตกมันจึงนำกะปิเคล้าเครื่องปรุงในครก ลงผัดคลุกในกะทิ

ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บหลังจากผัดกะปิจนหอมคลุ้ง กระปิมีรสเค็มโดดเด่นอยู่แล้วจึงไม่ต้องเติมน้ำปลาหลายเหยาะนัก ก่อนยกเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนๆ ควรโรยพริกไทยอ่อนหรือพริกแห้งคั่วยั่วใจเล่น

เทคนิคกะปิคั่วแสนอร่อยนี้อยู่ที่การใช้กะปิอย่างดี และกะสัดส่วนของเครื่องปรุงว่าให้มากเพื่อชูรสเผ็ด หรือให้พอดีกับกะปิเพื่อให้ได้รสที่กลมกล่อมถูกปากถูกใจ

เคล็ดลับวิธีการทำผัดไทยให้อร่อย

ผัดไทย การทำผัดไทยได้รับอิทธิพลมาจากการใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวของจีนมาประกอบอาหาร โดยเป็นที่รู้จักและแพร่หลายตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ได้รณรงค์ให้คนไทย หันมารับประทานผัดไทย เพราะเป็นการสร้างความสามัคคีและความรักชาติ รวมทั้งลดการบริโภคข้าวในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอันเนื่องมาจากภาวะสงคราม
ผัดไทย เป็นอาหารประเภทที่รับประทานง่าย มีขายทั่วไปและมีรสชาติอร่อย นอกจากนี้ ยังมีสูตรวิธีการปรุงและเทคนิคเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ผัดไทยมีรสชาติที่แสดงถึงความเป็นไทย และแตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวชาติอื่นๆ เนื่องจากการใช้น้ำปรุง 3 รส ที่ได้จากน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขาม เมื่อนำมาผสมกันจะได้รสชาติที่กลมกล่อมลงตัว ผัดไทในสมัยก่อนจะใช้กุ้งแห้ง ไม่ใช้กุ้งแม่น้ำ

ผัดไทย

ส่วนประกอบ (สำหรับ 2 ที่)
เครื่องปรุงผัดไทย

ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กชนิดเส้นแบน แช่น้ำพอนุ่ม 100 กรัม
กุ้งชีแฮ้แกะเปลือกเอาหัวหางออกผ่าหลัง 3 ตัว  (รวนพอสุกหรือลวกในน้ำเดือด)
ไข่ไก่ 1 ฟอง
เต้าหู้แข็งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าหนา 1/2 ซม. 2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
ใบกุยช่ายหั่นยาวขนาด 1 นิ้ว 1 ต้น (10 กรัม)
ถั่วงอกเด็ดหางใส่ผัด 75 กรัม
ถั่วงอกสำหรับจัดใส่จาน 25 กรัม
หัวผักกาดเค็มสับ 1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
ลิสงคั่วป่นหยาบๆ 1-2 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
หอมแดงสับ 1 ช้อนชา (5 กรัม)
กระเทียมสับ 1 ช้อนชา (5 กรัม)
น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย (40 กรัม)
น้ำผัดไทย 4-5 ช้อนโต๊ะ (60 กรัม)
น้ำสะอาด 1/4 ถ้วย (60 กรัม)
ส่วนผสมน้ำผัดไทย (สำหรับ 2 ที่)
น้ำมะขามเปียก 1/2 ถ้วย (130 กรัม)
น้ำปลา 1/4 ถ้วย (65 กรัม)
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย (105 กรัม)

วิธีทำผัดไทย
1. ผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งไฟกลางเคี่ยวประมาณ 15 นาที พอเหนียวตักใส่ภาชนะ อาจเติมน้ำตาล ท่ามะขามเปียกเปรี้ยว ชิมรส ปรับรสให้กลมกล่อมเก็บใส่ภาชนะปิดฝาเก็บเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา
2. ใส่น้ำมันลงในกระทะ 2 ช้อนโต๊ะ ใส่หัวหอม กระเทียมเจียวพอหอม ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยว ใส่น้ำเล็กน้อยพอให้เส้นนุ่ม กันเส้นไว้ข้างกระทะ
3. ใส่น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ใส่กุ้ง ใส่หัวผักกาดเค็ม เต้าหู้ ตลบเส้นลงมา ใส่น้ำผัดไทย คลุกให้เข้ากัน อย่าให้เส้นเกาะกัน
4. กันเส้นไว้ข้างกระทะ ใส่น้ำมันที่เหลือลงในกระทะ ต่อยไข่ใส่คนให้กระจาย พอไข่สุกกลับเส้นลงมา ใส่ถั่วงอก ใส่ใบกุยช่าย ใส่ถั่วลิสง 1 ช้อนโต๊ะ เปิดไฟแรง ผัดให้แห้งและมีกลิ่นหอม
5. ตักขึ้นใส่จาน รับประทานกับถั่วงอก ต้นกุยช่าย ใบบัวบก หัวปลี ปรุงรสเพิ่มเติมตามชอบด้วย น้ำตาลทราย มะนาว และพริกแห้งป่น
ข้อเสนอแนะและข้อควรรู้ : การทำผัดไทย ควรใช้เส้นที่เป็นเส้นเล็กแบน โดยการผัดที่ถูกต้องจะต้องไม่ให้เส้นหัก ไม่เละ และจะต้องไม่แข็งจนเกินไป เส้นจะเหนียวนุ่ม ผัดแล้วไม่แฉะ และไม่ขาด ผัดให้เส้นสีน้ำตาลอ่อนๆ และรสชาติควรกลมกล่อม ไม่หวาน ไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม นิยมรับประทานกับผักดิบได้แก่ หัวปลี ใบบัวบก กุยช่าย ถั่วงอก และมะนาวพร้อมเครื่องปรุง น้ำตาล พริกป่น และวิธีทำน้ำมะขามเปียก นำมะขามเปียกใหม่ๆ 1 กิโลกรัม ใส่น้ำ 3 1/2 กิโลกรัม แบ่งน้ำออกเป็น 3 ส่วน คั้นแล้วกรอง จำนวน 3 ครั้ง แล้วนำไปต้มประมาณ 10 – 15 นาที เพื่อไม่ให้มะขามเปียกบูด ไม่เหม็น สีไม่เปลี่ยน แล้วจึงนำเก็บเข้าตู้เย็น สำหรับเส้นต้องสด ควรแช่ 5 นาที ไม่ควรใช้วิธีลวกก่อนผัด

เคล็ดลับวิธีการทำแกงป่าคนป่า

เรามีอาหารสูตรร้อนที่ปรุงด้วยใบกะเพรามาฝากกัน เหมาะสำหรับท่านที่ห่วงใยสุขภาพ รับประทานแล้วหายท้องอืด หากเบื่ออาหารหรือมีอาการอาเจียน คลื่นไส้ด้วย ก็ยิ่งเหมาะกับเมนูนี้ รับประทานแล้วไม่อ้วน อร่อยแบบไทยแท้ๆ แต่ที่เด็ดพิเศษคือเป็นแกงแบบคนบ้านป่าบ้านไร่ ใช้พริกขี้หนูสดและปลาโสด เคล็ดลับนี้ ทั้งคนกรุงหรือคนป่า น้ำหูน้ำตาร่วงกันมาแล้ว

แกงป่า

เคล็ดลับวิธีการทำแกงป่าคนป่า
เครื่องปรุง
ข่า ตะไคร้
กระเทียม หอมแดง
มะกรูด กระชาย
ใบกะเพรา และพริกขี้หนูสด
เพิ่มปริมาณจากการติอีก 1 เท่าตัว
พริกไทยอ่อน
มะเขือเปราะ
มะเขือพวง
หน่อไม้
ข้าวโพดอ่อน
ถั่วฝักยาว
(ผักต่างๆ จัดเพิ่มตามใจชอบ)
ปลากด หรือปลาชนิดอื่นตามชอบหรือตามสะดวก

วิธีทำแกงป่าคนป่า
ซอยกระชายตามยาว โขลกเครื่องแกงให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน น้ำลงผัดโดยเติมน้ำนิดเดียวก่อน พอเครื่องแกงโชยกลิ่นหอมฉุน จึงเพิ่มน้ำลงไปพอเป็นน้ำแกง เคล็ดลับอีกข้อคือต้องรอให้น้ำเดือดจัด จึงค่อยใส่เนื้อปลา กะเวลาพอร้องเพลงเล่นสักท่อนเดียวจึงใส่ผักนานาชนิดตามลงไป แล้วก็รีบเหยาะน้ำปลา ชิมรสตามชอบ

แต่จริงๆแล้ว แกงป่าควรมีรสเค็มนำ ถ้าเติมน้ำตาลจะเป็นการป่าคนกรุงไปซะ แกงป่าคนป่าไม่ต้องเติมน้ำตาล เนื้อปลานั้นให้รสหวานอยู่แล้ว สำหรับกระชาย พริกไทยอ่อน และใบกะเพรานั้น รอไว้โรยตอนแกงเดือดปุดๆ ก่อนยกลงจากเตา

ยกแกงป่าสูตรคนป่า รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟกันที่ระเบียง รับประทานไปเดินชมฟ้าไป ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

เคล็ดลับวิธีการทำยำหัวปลี

นอกจากนำกล้วยมารับประทานเป็นผลไม้มากวิตามินแล้ว คนเรายังนำกล้วยไปดัดแปลงเป็นอาหารแสนอร่อยได้อีกหลายตำรับ เช่น กล้วยบวชชี กล้วยแขก กล้วยเชื่อม กล้วยฉาบ ต้นกะทิหัวปลี ฯลฯ แต่อาหารที่นำดอกกล้วยมาปรุงอย่างง่ายๆ และมีคุณค่าต่อร่างกาย คือ ยำหัวปลี จานเด็ดราคาเยาที่คุณสามารถโชว์ฝีมือเองก็ได้

ยำหัวปลี

วิธีการทำยำหัวปลี

เครื่องปรุง
หัวปลี
มะขามเปียก
กะทิ
ไก่ , กุ้ง , ปลา
น้ำตาลปี๊บ
น้ำปลา
น้ำพริกเผา

วิธีทำยำหัวปลี
หัวปลีมาหั่นซอยแบบค่อนข้างละเอียด ไม่ควรหั่นชิ้นใหญ่นัก นำไปแช่ในน้ำส้มมะขามเปียกคั้น ขยำให้ทั่วแล้วแช่ไว้สักครู่เพื่อแก้รสฝาด และป้องกันหัวปลีดำไม่น่ารับประทาน
นำหัวปลาและเนื้อไก่มาต้มหรือย่าง หากย่างจะทำให้เนื้อแน่นและกลิ่นหอมเป็นพิเศษ ขั้นต่อมาก็คั้นกะทิ แยกหัวกะทิไว้สักเล็กน้อยแล้วนำขึ้นตั้งไฟ ขณะที่กะทิใกล้เดือด ฉีกเนื้อปลาและเนื้อไก่ลงไปฉีกชิ้นหยาบๆ ก็ได้
เติมน้ำพริกเผา น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำต้มมะขามเปียกควรเติมตามปริมาณหัวปลีว่าปรุงมากน้อยเพียงใด ปรุงรสตามความเหมาะสม ให้เด่นด้วยรสหวานเคล้าเปรี้ยว มีรสเค็มจางๆ ตามหลังเมื่อกะทิเดือดจึงยกลงจากเตา บีบหัวปลีให้สะเด็ดน้ำ นำมาคลุกเคล้าในน้ำกะทิร้อนๆ ก่อนยกเสิร์ฟ ราดหัวกะทิและโรยด้วยกุ้งลวก จะยิ่งยั่วน้ำลายมากขึ้น
จานนี้รับประทานเล่นเป็นกับแกล้มก็เลิศแน่ รับประทานคู่กับถั่วลิสงคั่วเพิ่มความอร่อยจนลืมไม่ลง

เคล็ดลับวิธีการทำต้มยำกุ้งน้ำใส

ต้มยำกุ้ง เป็นแกงที่ต้มสุกด้วยน้ำเปล่าพร้อมตะไคร้ และใบมะกรูด ใส่กุ้ง แต่เดิมใช้กุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ การทำต้มยำกุ้งในระยะแรกอาจใช้น้ำปลา ใส่สมุนไพร ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนูสด มะนาว เพื่อลดคาวกุ้ง หรือเนื้อสัตว์ที่ใช้ทำต้มยำ ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ครบรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ดเล็กน้อย และเป็นอาหารไทยที่ชาวต่างชาตินิยมมาก เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีกลิ่นหอมจากสมุนไพร ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่ช่วยขับลม น้ำต้มยำกุ้งมีสีมันกุ้ง กุ้งสุกไม่แข็งไม่คาว ตะไคร้สุกไม่ปร่า รสเปรี้ยวนำเค็ม ไม่เผ็ด ต้มยำกุ้งในอดีตนั้นมักจะไม่ใส่นมหรือกะทิ และมักจะปรุงอย่างง่ายๆ ไม่มีเครื่องปรุงอะไรมากนัก โดยต้มยำน้ำใสจะมีส่วนประกอบ คือ เนื้อสัตว์ และสมุนไพร คือ ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนูสด และมะนาว

ต้มยำกุ้งน้ำใส
ส่วนประกอบ (สำหรับ 6 ที่)  
เครื่องปรุง

กุ้งนางตัวใหญ่ 6 ตัว (500 กรัม)
น้ำเปล่าหรือน้ำต้ม (หัว/เปลือกกุ้งต้มรวมกัน) 3 ถ้วย
พริกขี้หนูเขียว แดง ทุบพอแตก 5-6 เม็ด
ใบมะกรูดฉีกหยาบๆ 2-3 ใบ
ตะไคร้หั่นสั้นๆ บางๆ 2 ต้น (30 กรัม)
ผักชีหั่นเป็นท่อนสั้นๆ 1 ต้น
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)
น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ (30 – 45 กรัม)
หอมแดงทุบ 3 หัว (20 กรัม)

ข้อเสนอแนะและข้อควรรู้ : กุ้ง ควรลวกก่อนเพราะจะทำให้ตัวกุ้งไม่แข็งและลดกลิ่นคาว ไม่ควรใส่น้ำพริกเผา เพราะจะทำให้ความหอมลดน้อยลง หากชอบเผ็ดควรใส่พริกขี้หนูพร้อม ตะไคร้ และตะไคร้ควรแช่น้ำมะนาวเล็กน้อยเพื่อให้เป็นสีชมพู และรสชาติที่แท้จริงของต้มยำกุ้งควรเป็นรสเปรี้ยวนำ เพื่อเป็นการเพิ่มความอยากรับประทานอาหารในจานต่อไปอีกด้วยวิธีทำต้มยำกุ้งน้ำใส
1. ล้างกุ้งให้สะอาด ตัดหนวดทิ้ง แกะเปลือกกุ้งให้หมด ไม่ไว้หาง ดึงเส้นดำออก แยกหัว แยกมันกุ้งผัดกับน้ำมัน 2-3 ช้อนโต๊ะ ตัวกุ้งผ่าหลัง ส่วนเปลือกกุ้ง หัวกุ้งใช้ทำน้ำต้มยำ ลวกกุ้งด้วยน้ำต้มยำ รอกุ้งเปลี่ยนเป็นสีชมพูให้ตักขึ้น
2. วิธีทำน้ำต้มยำกุ้ง ใส่น้ำลงในหม้อ 3 ถ้วยครึ่ง ตั้งไฟให้เดือด ใส่เปลือกกุ้ง หัวกุ้ง ตะใครทุกหั่นเป็นท่อน 1 ต้น หอมแดงทุบ ตั้งไฟอ่อนประมาณ 10 นาที กรองใช้เป็นน้ำต้มยำกุ้ง
3. ใส่น้ำต้มยำกุ้งลงในหม้อตั้งไฟ พอเดือดใส่ตะไคร้ ใส่น้ำปลา ใส่กุ้ง ใส่น้ำมะนาว ใส่มันกุ้ง
4. ใส่พริกขี้หนู ใส่ใบมะกรูด ผักชี

เคล็ดลับวิธีการทำไก่ผัดกะเพราให้อร่อย

“ไก่ผัดกะเพรา” เป็นอาหารที่คนไทยรู้จักมานานแล้วเพราะใบกระเพราถือเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยาเช่นเดียวกับผักพื้นบ้านอีกหลายๆ ชนิดแต่เนื่องจากะเพรามีกลิ่นฉุน และรสเผ็ดร้อน คนไทยจึงไม่นิยมรับประทานกะเพราโดยตรงเหมือนผักชนิดอื่นแต่นิยมนำไปเป็นเครื่องปรุงรสชาติ และกลิ่นในการประกอบอาหารต่างๆ คนไทยส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงกะเพราก็มักจะนึกถึงรายการอาหารยอดนิยมจากกะเพรา ได้แก่ ผัดกะเพรา หมู ไก่ เนื้อ เป็นต้น ผัดกะเพราจะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ มีรสชาติ เผ็ด เค็ม หวานเล็กน้อย

ไก่ผัดกะเพรา

ส่วนประกอบ (สำหรับ 3 ที่)

เครื่องปรุงน้ำพริก

พริกเหลืองหั่นละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
กระเทียมซอย 2 1/2 ช้อนโต๊ะ (25 กรัม)
ข่าหั่นละเอียด 2 ช้อนชา (10 กรัม)
รากผักชีหั่นละเอียด 2 ช้อนชา (10 กรัม)
เกลือ 1/2 ช้อนชา (3 กรัม)
น้ำมันพืช 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)

เครื่องปรุงอื่นๆ

ไก่หรือหมูสับรวน 300 กรัม
น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
น้ำตาล 2 ช้อนชา (10 กรัม)
น้ำมันพืช 1/2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)
ใบกะเพราเด็ดเป็นใบ 100 กรัม

วิธีทำไก่ผัดกะเพรา

1. ล้างพริกทั้งสองอย่างให้สะอาด เด็ดก้านออกหั่นให้สั้นๆ โขลกพริกกับเกลือให้ละเอียด ใส่ข่า รากผักชีใส่กระเทียม โขลกให้ละเอียด ผัดกับน้ำมัน ให้หอมประมาณ 2 นาที ตักขึ้น

2. ตั้งกระทะให้ร้อนใส่ไก่รวนพอไก่สุกตักออก

3. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลาง ใส่น้ำพริกผัดพอหอม ใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำ คนเข้าด้วยกัน แล้วใส่หมู หรือไก่ ที่รวนผัดให้ทั่ว ใส่น้ำเปล่า

4. ใส่ใบกะเพรา ผัดต่ออีกประมาณ 1-2 นาที ชิมรสให้กลมกล่อม ตักใส่จานเสิร์ฟกับข้าวสวย

ข้อเสนอแนะและข้อควรรู้ : ไม่ควรใส่ซีอิ้วหรือน้ำมันหอยจะทำให้กลิ่นหอมของพริกหายไป เครื่องปรุงน้ำพริกจะต้องใส่ข่าด้วยเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ที่ใช้ ควรมีความชุ่มไม่แห้ง และไม่ควรมีน้ำมาก ใบกะเพราสุกจะมีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม เผ็ดนำเล็กน้อย สีน้ำพริกคือสีที่ได้จากพริก คือสีเหลืองส้ม ใบกะเพรามีสรรพคุณแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม มีแคลเซียม มีเบตาแคโรทีน และวิตามินซี ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง พริกให้วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ความเผ็ดจากแคปไซซินในพริกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และช่วยขัดขวางสารมะเร็งไม่ให้ทำร้ายเซลล์ กระเทียมให้สารออร์แกโนซัลเฟอร์ต่อต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อมะเร็ง สามารถกระตุ้นระบบทำลายสารพิษ

ที่มา : หนังสืออัตลักษณ์อาหารไทย 4 ภาค

เคล็ดลับวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ โทรศัพท์ให้เร็วขึ้น

การชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์  หรือแท็บเล็ต เป็นปัญหาที่กวนใจหลายคนโดยเฉพาะเวลาเร่งรีบ แล้วแบตเตอรี่กลับชาร์จช้าไม่เต็มสักที หรือได้เปอร์เซ็นต์แบตที่น้อยเกินไป  แม้ว่าจะมี Power Bank แต่ก็ชาร์จได้ไม่ทันใจ ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับวิธีการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตให้เร็วขึ้น ได้ง่ายๆ ดังนี้

ชาร์จแบตเปิดเป็น Airplane Mode หรือปิดเครื่องขณะทำการชาร์จแบตเตอรี่

เป็นวิธีการพื้นฐานที่หลายคนคงทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เนื่องจากโทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต แม้ว่าจะอยู่ในโหมด สแตนบายด์ ก็ยังมีการใช้พลังงานแบตเตอรี่อยู่ แต่เมื่อใดที่เราเปิดเป็น Airplane Mode จะเป็นการปิดการใช้พลังงาน จึงทำให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น แต่ถ้าอยากจะทำให้ชาร์จเร็วขึ้นกว่าเดิม ก็ให้ปิดเครื่องขณะชาร์จ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Wall Chargerใช้ที่ชาร์จแบบ Wall Charger แทนการชาร์จกับ คอมพิวเตอร์

บางคนอาจจะสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งแม้ว่าจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เหมือนกัน แต่การชาร์จแบบ Wall Charger นั้น จะสามารถชาร์จไฟเข้าได้เร็วกว่า ซึ่งปกติ การชาร์จกับคอมพิวเตอร์ จะให้กำลังไฟแค่ 0.5 แอมป์ แต่ถ้าหากชาร์จกับไฟบ้าน สำหรับโทรศัพท์ จะให้กำลังไฟแรงกว่าที่ 1 แอมป์ ส่วนแท็บเล็ต จะอยู่ที่ 2 แอมป์

ชาร์จผ่าน Mac3 ชาร์จผ่านพอร์ต USB บนอุปกรณ์ Mac (เฉพาะ iPhone และ iPad)

หากไม่ได้นำที่ชาร์จแบบ Wall Charger ติดตัวมา หรือไม่มีสถานที่ชาร์จแบตเตอรี่ ให้ลองชาร์จผ่านพอร์ต USB บนอุปกรณ์ Mac (เฉพาะ iPhone และ iPad) ดู เนื่องจากอุปกรณ์ Mac รุ่นใหม่ๆ จะให้กำลังไฟแรงกว่า ที่ 1.1 แอมป์ ซึ่งแรงพอๆกับการชาร์จแบบ Wall Charger เลยทีเดียว

Ai Chargerใช้โปรแกรม เร่งการชาร์จให้เร็วขึ้น

สำหรับ ASUS จะมีโปรแกรม ที่มีชื่อว่า Ai Charger ซึ่งเร็วกว่าการชาร์จแบบธรรมดาถึง 50% เนื่องจากโปรแกรมตัวนี้ ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ motherboards นั่นเอง แต่อย่าลืมว่า ควรจะใช้โปรแกรมแบบ Official นะ ห้ามใช้ของเถื่อนโดยเด็ดขาด

ChargeDrใช้ ChargeDr

ChargeDr คือ ตัวเร่งการชาร์จแบบ USB ที่ช่วยเพิ่มกระแสไฟสำหรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ ให้มากขึ้นนั่นเอง โดยราคาของ ChargeDr อยู่ที่ $20 หรือราวๆ 640 บาท

usb 2 หัวใช้หัวชาร์จ USB แบบ 2 หัว

สาย microUSB ที่สามารถเชื่อมต่อพอร์ต USB ได้ 2 หัว จะช่วยเพิ่มปริมาณแอมป์ได้ 2 เท่า ถ้าหากใครมีเวลาน้อยที่จะชาร์จแบตเตอรี่ และลืมเอาที่ชาร์จแบบ Wall Charger ติดมา ลองใช้สาย USB แบบนี้กันดู

เคล็ดลับวิธีการแต่งหน้าสวยแบบประหยัด

ผู้หญิงงามเพราะแต่ง เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธได้ยาก บางคนถึงกับต้องแต่งหน้าทุกวัน เว้นไม่ได้เลยสักวันเดียว และเครื่องสำอางทั้งหลายที่แต่งออกมาแล้วสวยเป๊ะก็ราคาสูงลิบ แถมยังหมดไว ซื้อใช้บ่อยๆ ก็เปลืองเงินในกระเป๋า แต่จะไม่ให้แต่งก็ไม่ได้อีก วันนี้เรามีเคล็ดลับในการแต่งหน้าสวยด้วยวิธีสุดประหยัด แต่ได้ของดีมาไว้ใช้แบบที่ไม่ต้องจ่ายราคาแพงเลยค่ะแต่งหน้า

1 ขอรับเครื่องสำอางฟรี  ถ้าเป็นคนที่ไม่เกี่ยงแบรนด์แล้วล่ะก็ เครื่องสำอางแบบฟรีๆ มีให้เลือกใช้อย่างมากมาย หาไม่ยากเพียงแค่ลองค้นข้อมูลใน google และพิมพ์คำว่า “ตัวอย่างแต่งหน้าฟรี” หรือ “แต่งหน้าฟรี” ดูสิค่ะ รับรองว่ามีผลิตภัณฑ์ตัวอย่างแบบฟรีๆ มาให้ได้ทดลองใช้จริง การันตีได้ว่าได้ของดี มีคุณภาพ แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย

2 ทำสครับปาก การสครับปากจะช่วยให้ปากเรียบเนียน นุ่ม ไม่แห้งเป็นขุย และยังช่วยให้ลิปสติกติดทนนาน ไม่ซีดจางไปโดยง่าย ทำให้ไม่ต้องคอยเติมสีปากอยู่บ่อยๆ ช่วยให้ประหยัดลิปสติกได้ การทำสครับปากนั้นก็สามาถทำเองได้โดยไม่ต้องไปซื้อหาให้ยุ่งยาก เพียงแค่นำ ปิโตรเลียมเจล หรือ วาสลีน มาผสมกับน้ำตาล แล้วขัดๆ ถูกๆ เบาๆ ให้ทั่วริมฝีปาก เพียงอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ริมฝีปากก็จะเรียบเนียน นุ่มนิ่ม ไม่เป็นขุยแล้วค่ะ

3 ใช้ลิปสติกให้คุ้มค่า หากเป็นคนที่มีลิปสติกหลายๆ แท่ง แล้วยังรู้สึกเบื่ออยากจะได้สีใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อแท่งใหม่เลยค่ะ เพียงนำลิปสติกแท่งเก่ามาผสมกับลิปสติกแท่งอื่นๆ ก็จะได้เฉดสีใหม่ขึ้นมาให้ได้ใช้แล้วค่ะ หรือหากว่ามีลิปสติกแท่งโปรด แต่ใช้จนหมดแล้ว เหลือลิปสติกก้นแท่ง ก็สามารถนำมาผสมกับปิโตรเลียมเจล หรือวาสลีน ก็จะได้ลิปกลอสเงาวับสีสุดโปรดมาใช้พร้อมบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื่นยาวนาน โดยไม่ต้องง้อลิปกลอสแท่งละหลายบาทแล้วค่ะ

4 ล้างเครื่องสำอางด้วยเบบี้ออยล์ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อรีมูฟเวอร์ราคาแพง แถมยังกลัวจะแพ้อีกด้วย ตัวช่วยที่ใช้ล้างเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี ราคาประหยัด ก็คือ เบบี้ออยล์ นี่เอง ไม่ว่าจะเป็นรอบดวงตา ริมฝีปาก สะอาดเอาอยู่ แถมยังช่วยให้ผิว แข็งแรง ชุ่มชื่น สดใส ดูสวยสุขภาพดี อีกด้วย

เคล็ดลับการแต่งหน้าสวยแบบประหยัดทำได้ง่ายๆ เพียงเท่านี้ สาวๆ ไม่ควรพลาดเลยนะคะ รับรองว่ามีเงินเหลือไว้ช้อปอย่างอีกได้อีกเพียบเลยทีเดียว

เคล็ดลับวิธีการทำข้าวต้มมัด

ข้าวต้มมัด เป็นขนมที่นิยมนำไปทำบุญในช่วงเข้าพรรษา ข้าวเหนียวที่ห่อด้วยกล้วย อาจมีถั่วบ้างแล้วแต่ความชอบ จากนั้นห่อด้วยใบตองหรือเชือกกล้วยมักเป็นสองท่อน

ข้าวต้มมัด

ส่วนประกอบของข้าวต้มมัดจะประกอบด้วย ข้าวเหนียว กะทิ เกลือ ถั่วดำ กล้วย  วิธีการทำข้าวต้มมัดแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย บางชุมชน จะผสมข้าวเหนียว กะทิ เกลือเล็กน้อย และถั่ว ผัดพอข้าวเหนียวสุกจึงนำไปห่อกับกล้วย แต่บางพื้นที่จะนำข้าวเหนียวไปคลุกกับมะพร้าว ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วจึงนำไปห่อกับกล้วย

วิธีการทำข้าวต้มมัด 

1 นำข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้แล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง มาผสมกะทิ เกลือ คนให้เข้ากัน ตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงกวนให้เข้ากัน จนกระทั่งพอเริ่มแห้งจึงยกลง

2 ฉีกใบตองขนาด 8 นิ้ว และ 7 นิ้ว สองขนาดวางซ้อนกัน หยิบข้าวเหนียวที่ผัดได้ที่แล้วใส่กล้วยผ่าตามยาวครึ่งลูก วางข้าวเหนียวทับไส้ให้มิดบางๆ ใส่ถั่วดำ ห่อข้าวต้มให้สวยงาม มัดด้วยตอกหรือเชือกให้แน่น ประกบคู่มัดเป็นสองช่วงหัวท้าย

3 นึ่งข้าวต้มที่ห่อแล้วประมาณ 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมง จนข้าวเหนียวสุก

คนโบราณสมัยก่อนเชื่อว่า ถ้าชายหญิงคู่ใดทำบุญด้วยข้าวต้มมัดจะครองรักอยู่ด้วยกันนานตลอดกาล เหมือนข้าวต้มมัดที่มัดรวมกัน แต่ไม่ว่าจะทำบุญด้วยอะไรขอให้ทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เพียงเท่านี้ก็ได้บุญแล้ว