เคล็ดลับวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ โทรศัพท์ให้เร็วขึ้น

การชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์  หรือแท็บเล็ต เป็นปัญหาที่กวนใจหลายคนโดยเฉพาะเวลาเร่งรีบ แล้วแบตเตอรี่กลับชาร์จช้าไม่เต็มสักที หรือได้เปอร์เซ็นต์แบตที่น้อยเกินไป  แม้ว่าจะมี Power Bank แต่ก็ชาร์จได้ไม่ทันใจ ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับวิธีการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตให้เร็วขึ้น ได้ง่ายๆ ดังนี้

ชาร์จแบตเปิดเป็น Airplane Mode หรือปิดเครื่องขณะทำการชาร์จแบตเตอรี่

เป็นวิธีการพื้นฐานที่หลายคนคงทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เนื่องจากโทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต แม้ว่าจะอยู่ในโหมด สแตนบายด์ ก็ยังมีการใช้พลังงานแบตเตอรี่อยู่ แต่เมื่อใดที่เราเปิดเป็น Airplane Mode จะเป็นการปิดการใช้พลังงาน จึงทำให้ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น แต่ถ้าอยากจะทำให้ชาร์จเร็วขึ้นกว่าเดิม ก็ให้ปิดเครื่องขณะชาร์จ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Wall Chargerใช้ที่ชาร์จแบบ Wall Charger แทนการชาร์จกับ คอมพิวเตอร์

บางคนอาจจะสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งแม้ว่าจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เหมือนกัน แต่การชาร์จแบบ Wall Charger นั้น จะสามารถชาร์จไฟเข้าได้เร็วกว่า ซึ่งปกติ การชาร์จกับคอมพิวเตอร์ จะให้กำลังไฟแค่ 0.5 แอมป์ แต่ถ้าหากชาร์จกับไฟบ้าน สำหรับโทรศัพท์ จะให้กำลังไฟแรงกว่าที่ 1 แอมป์ ส่วนแท็บเล็ต จะอยู่ที่ 2 แอมป์

ชาร์จผ่าน Mac3 ชาร์จผ่านพอร์ต USB บนอุปกรณ์ Mac (เฉพาะ iPhone และ iPad)

หากไม่ได้นำที่ชาร์จแบบ Wall Charger ติดตัวมา หรือไม่มีสถานที่ชาร์จแบตเตอรี่ ให้ลองชาร์จผ่านพอร์ต USB บนอุปกรณ์ Mac (เฉพาะ iPhone และ iPad) ดู เนื่องจากอุปกรณ์ Mac รุ่นใหม่ๆ จะให้กำลังไฟแรงกว่า ที่ 1.1 แอมป์ ซึ่งแรงพอๆกับการชาร์จแบบ Wall Charger เลยทีเดียว

Ai Chargerใช้โปรแกรม เร่งการชาร์จให้เร็วขึ้น

สำหรับ ASUS จะมีโปรแกรม ที่มีชื่อว่า Ai Charger ซึ่งเร็วกว่าการชาร์จแบบธรรมดาถึง 50% เนื่องจากโปรแกรมตัวนี้ ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ motherboards นั่นเอง แต่อย่าลืมว่า ควรจะใช้โปรแกรมแบบ Official นะ ห้ามใช้ของเถื่อนโดยเด็ดขาด

ChargeDrใช้ ChargeDr

ChargeDr คือ ตัวเร่งการชาร์จแบบ USB ที่ช่วยเพิ่มกระแสไฟสำหรับการชาร์จผ่านพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ ให้มากขึ้นนั่นเอง โดยราคาของ ChargeDr อยู่ที่ $20 หรือราวๆ 640 บาท

usb 2 หัวใช้หัวชาร์จ USB แบบ 2 หัว

สาย microUSB ที่สามารถเชื่อมต่อพอร์ต USB ได้ 2 หัว จะช่วยเพิ่มปริมาณแอมป์ได้ 2 เท่า ถ้าหากใครมีเวลาน้อยที่จะชาร์จแบตเตอรี่ และลืมเอาที่ชาร์จแบบ Wall Charger ติดมา ลองใช้สาย USB แบบนี้กันดู

เคล็ดลับวิธีการแต่งหน้าสวยแบบประหยัด

แต่งหน้าผู้หญิงงามเพราะแต่ง เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธได้ยาก บางคนถึงกับต้องแต่งหน้าทุกวัน เว้นไม่ได้เลยสักวันเดียว และเครื่องสำอางทั้งหลายที่แต่งออกมาแล้วสวยเป๊ะก็ราคาสูงลิบ แถมยังหมดไว ซื้อใช้บ่อยๆ ก็เปลืองเงินในกระเป๋า แต่จะไม่ให้แต่งก็ไม่ได้อีก วันนี้เรามีเคล็ดลับในการแต่งหน้าสวยด้วยวิธีสุดประหยัด แต่ได้ของดีมาไว้ใช้แบบที่ไม่ต้องจ่ายราคาแพงเลยค่ะ

1 ขอรับเครื่องสำอางฟรี  ถ้าเป็นคนที่ไม่เกี่ยงแบรนด์แล้วล่ะก็ เครื่องสำอางแบบฟรีๆ มีให้เลือกใช้อย่างมากมาย หาไม่ยากเพียงแค่ลองค้นข้อมูลใน google และพิมพ์คำว่า “ตัวอย่างแต่งหน้าฟรี” หรือ “แต่งหน้าฟรี” ดูสิค่ะ รับรองว่ามีผลิตภัณฑ์ตัวอย่างแบบฟรีๆ มาให้ได้ทดลองใช้จริง การันตีได้ว่าได้ของดี มีคุณภาพ แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย

2 ทำสครับปาก การสครับปากจะช่วยให้ปากเรียบเนียน นุ่ม ไม่แห้งเป็นขุย และยังช่วยให้ลิปสติกติดทนนาน ไม่ซีดจางไปโดยง่าย ทำให้ไม่ต้องคอยเติมสีปากอยู่บ่อยๆ ช่วยให้ประหยัดลิปสติกได้ การทำสครับปากนั้นก็สามาถทำเองได้โดยไม่ต้องไปซื้อหาให้ยุ่งยาก เพียงแค่นำ ปิโตรเลียมเจล หรือ วาสลีน มาผสมกับน้ำตาล แล้วขัดๆ ถูกๆ เบาๆ ให้ทั่วริมฝีปาก เพียงอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ริมฝีปากก็จะเรียบเนียน นุ่มนิ่ม ไม่เป็นขุยแล้วค่ะ

3 ใช้ลิปสติกให้คุ้มค่า หากเป็นคนที่มีลิปสติกหลายๆ แท่ง แล้วยังรู้สึกเบื่ออยากจะได้สีใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อแท่งใหม่เลยค่ะ เพียงนำลิปสติกแท่งเก่ามาผสมกับลิปสติกแท่งอื่นๆ ก็จะได้เฉดสีใหม่ขึ้นมาให้ได้ใช้แล้วค่ะ หรือหากว่ามีลิปสติกแท่งโปรด แต่ใช้จนหมดแล้ว เหลือลิปสติกก้นแท่ง ก็สามารถนำมาผสมกับปิโตรเลียมเจล หรือวาสลีน ก็จะได้ลิปกลอสเงาวับสีสุดโปรดมาใช้พร้อมบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื่นยาวนาน โดยไม่ต้องง้อลิปกลอสแท่งละหลายบาทแล้วค่ะ

4 ล้างเครื่องสำอางด้วยเบบี้ออยล์ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อรีมูฟเวอร์ราคาแพง แถมยังกลัวจะแพ้อีกด้วย ตัวช่วยที่ใช้ล้างเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี ราคาประหยัด ก็คือ เบบี้ออยล์ นี่เอง ไม่ว่าจะเป็นรอบดวงตา ริมฝีปาก สะอาดเอาอยู่ แถมยังช่วยให้ผิว แข็งแรง ชุ่มชื่น สดใส ดูสวยสุขภาพดี อีกด้วย

เคล็ดลับการแต่งหน้าสวยแบบประหยัดทำได้ง่ายๆ เพียงเท่านี้ สาวๆ ไม่ควรพลาดเลยนะคะ รับรองว่ามีเงินเหลือไว้ช้อปอย่างอีกได้อีกเพียบเลยทีเดียว

เคล็ดลับวิธีการทำข้าวต้มมัด

ข้าวต้มมัด

ข้าวต้มมัด เป็นขนมที่นิยมนำไปทำบุญในช่วงเข้าพรรษา ข้าวเหนียวที่ห่อด้วยกล้วย อาจมีถั่วบ้างแล้วแต่ความชอบ จากนั้นห่อด้วยใบตองหรือเชือกกล้วยมักเป็นสองท่อน

ส่วนประกอบของข้าวต้มมัดจะประกอบด้วย ข้าวเหนียว กะทิ เกลือ ถั่วดำ กล้วย  วิธีการทำข้าวต้มมัดแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย บางชุมชน จะผสมข้าวเหนียว กะทิ เกลือเล็กน้อย และถั่ว ผัดพอข้าวเหนียวสุกจึงนำไปห่อกับกล้วย แต่บางพื้นที่จะนำข้าวเหนียวไปคลุกกับมะพร้าว ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วจึงนำไปห่อกับกล้วย

วิธีการทำข้าวต้มมัด 

1 นำข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้แล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมง มาผสมกะทิ เกลือ คนให้เข้ากัน ตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำตาลทรายลงกวนให้เข้ากัน จนกระทั่งพอเริ่มแห้งจึงยกลง

2 ฉีกใบตองขนาด 8 นิ้ว และ 7 นิ้ว สองขนาดวางซ้อนกัน หยิบข้าวเหนียวที่ผัดได้ที่แล้วใส่กล้วยผ่าตามยาวครึ่งลูก วางข้าวเหนียวทับไส้ให้มิดบางๆ ใส่ถั่วดำ ห่อข้าวต้มให้สวยงาม มัดด้วยตอกหรือเชือกให้แน่น ประกบคู่มัดเป็นสองช่วงหัวท้าย

3 นึ่งข้าวต้มที่ห่อแล้วประมาณ 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมง จนข้าวเหนียวสุก

คนโบราณสมัยก่อนเชื่อว่า ถ้าชายหญิงคู่ใดทำบุญด้วยข้าวต้มมัดจะครองรักอยู่ด้วยกันนานตลอดกาล เหมือนข้าวต้มมัดที่มัดรวมกัน แต่ไม่ว่าจะทำบุญด้วยอะไรขอให้ทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เพียงเท่านี้ก็ได้บุญแล้ว

 

เคล็ดลับวิธีการดองผักอวบน้ำ

ผักดองผักอวบน้ำ  อย่างเช่น  ถั่วงอก สายบัว หยวกกล้วย  ก็สามารถนำมาดองเอาไว้ทานกับน้ำพริกได้เหมือนกันนะคะ ใครที่ชอบทานผักดอง รสชาติเปรี้ยวๆ เค็มๆ จิ้มกับน้ำพริกไม่ควรพลาดเมนูนี้เด็ดขาด

ในการดองผักอวบน้ำนั้นวิธีการก็ไม่ยาก และยังสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องรอหลายวันถึงจะเข้าเนื้ออีกด้วย อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะคะว่าจะสามารถทำได้อย่างไร  เราไปดูวิธีการดองผักอวบน้ำกันเลยดีกว่านะคะ

วิธีการดองผักอวบน้ำ ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมผักที่จะดองกันก่อน  ถั่วงอก ล้างน้ำให้สะอาดสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ พักไว้ 1 ถ้วย สายบัวหักท่อนยาวสัก 2 นิ้ว ล้างให้สะอาดสรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ พักไว้เช่นกัน หยวกกล้วยเลือกหน่อกล้วยอ่อนๆ ที่ยังเป็นใบแคบอยู่ ลอกกาบนอกออกเหลือแกนมนขนาดเท่าแขน ซอยหนาครึ่งเซนติเมตร แช่น้ำ ใช้ไม้หรือตะเกียบม้วนใยออก สรงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ 1 ถ้วย

เตรียมน้ำดอง โดยใช้น้ำอุ่น 3 ถ้วย น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย เกลือ 1 ช้อน น้ำตาลปี๊บสักก้อนปลายนิ้วก้อย ละลายในน้ำอุ่น นำผักอวบน้ำที่เตรียมไว้ทั้งหมดเทใส่ภาชนะรวมกัน เทน้ำดองใส่ให้ท่วมผัก ทิ้ง 1 วัน หากอากาศเย็นก็อาจจะต้องค้างไว้สัก 1 คืน แล้วจึงจะอร่อย

แต่ถ้าหากอยากกินเร็วก็ตั้งตากแดดสักครึ่งแดดก็กินได้เลย ผักดองนี้ก็จะมีความเปรี้ยวกรอบ กินกับน้ำพริกปลาร้า เข้ากันดีนัก เมื่อเราปล่อยให้สะเด็ดน้ำ ผักจะดูดน้ำดองเข้าไปทำให้ผักจืดๆ มีรสชาติมากขึ้น ลองทำดูนะคะ

เคล็ดลับวิธีการขจัดรังแค พร้อมเผยผิวสวยสดใสด้วยเบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดา (Baking Soda)เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือ โซเดียมคาร์บอเนต  เป็นสารที่ช่วยใช้ในการทำอาหารประเภทขนมปัง เค้ก และขนมต่างๆ แต่รู้หรือไม่ว่านอกจาก เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) จะใช้ทำขนมได้แล้ว ยังมีความสามารถในการช่วยขจัดรังแคบนหนังศีรษะ และเผยผิวสวยสดใสได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการนำไปใช้นั้นก็ไม่ยากและไม่วุ่นวาย แถมยังปลอดภัยอีกด้วย

การใช้เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) แก้ปัญหาเรื่องรังแคบนหนังศีรษะนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ เพียงแค่ผสมผงเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) กับแชมพูสระผมที่ใช้อยู่เป็นประจำ ในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อครั้ง สระเสร็จแล้วก็นวดผมตามปกติ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) จะช่วยขจัดคราบฟิล์ม หรือสารเคมีที่เกาะอยู่ที่หนังศีรษะอันเป็นสาเหตุของรังแค ออกไป หรือบางคนอาจจะใช้ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ผสมกับน้ำเปล่าใช้แช่ผมก็ได้ผลเหมือนกันค่ะ

การใช้เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) เผยผิวสวยสดใส สามารถทำได้โดยการผสมเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) กับน้ำเปล่าแล้วใช้ขัดตัว หรือหากต้องการเน้นเฉพาะส่วน เช่น หัวเข่า ข้อศอก ก็สามารถขัดเน้นเฉพาะจุดได้ ทำให้เซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหลุดออกไป และเผยผิวสวยสดใสได้ไม่ยากค่ะ แต่สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายก็อย่าลืมทดสอบอาการแพ้ก่อนด้วยนะคะ

นอกจากเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ยังมีความสามารถในการทำความสะอาดเครื่องเรือนได้อีกด้วย สำหรับการหาซื้อนั้นก็หาได้ง่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แผนกอุปกรณ์ทำขนม ราคาก็ไม่แพง แต่อย่าสับสนกับผงฟูนะคะ

เคล็ดลับวิธีการวัดรูปร่างตัวเองแบบมาตรฐาน

การวัดรูปร่างการวัดรูปร่าง ขนาดสัดส่วน ของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะวัดเพื่อเลือกซื้อเสื้อผ้าได้อย่างพอดีนั้นก็อาจจะต้องมีเทคนิค วิธีการวัดสักเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นอาจจะใส่ชุดที่ซื้อมาแล้วได้ไม่สวยก็เป็นได้ โดยเฉพาะเสื้อผ้าออนไลน์ ที่มักมีแบบสวยๆ ให้เลือกมากมาย แต่เรามักไม่ได้ลองใส่ จึงต้องรู้ขนาดรูปร่างของตัวเองที่แน่นอน ซึ่งการวัดขนาดรูปร่างตัวเองให้เลือกซื้อชุดได้สวยพอดีนั้นมีเทคนิคการวัดดังนี้ค่ะ

ขนาดหน้าอก การวัดหน้าอกนั้นจะต้องวัดบริเวณใต้รักแร้ ในจุดที่อกอิ่มที่สุด หรือใหญ่ที่สุด เมื่อเวลาซื้อเสื้อมาแล้วจะได้ไม่รัดมาก หรือหลวมมากจนเกินไป

ขนาดเอว จะมีสองระดับ ขึ้นอยู่กับแบบเสื้อผ้าที่จะซื้อ หากเป็นเอวสูง จะต้องวัดในส่วนที่เอวคอดที่สุด แต่ถ้าเป็นเอวต่ำ จะต้องวัดในระดับใต้สะดือประมาณ 1 นิ้ว และให้วัดให้หลวมกว่าเอวจริงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดมากเกินไปเวลาสวมใส่

ขนาดสะโพก เป็นส่วนที่หลายคนวัดผิดตำแหน่งบ่อยๆ การวัดสะโพกที่ถูกต้องจะต้องวัดให้ต่ำกว่าเอวลงมาประมาณ 7 นิ้ว และความเผื่อขนาดไว้ 1-2 นิ้ว เพื่อให้สามารถใส่ได้พอดี ไม่ฟิตแน่นจนเกินไป

ส่วนช่วงขา จะต้องวัดจากเอวลงมาจนถึงจุดที่ต้องการ อาจจะให้ยาวถึงตาตุ่ม หรือยาวคลุมเท้าก็ได้

และที่สำคัญควรหมั่นวัดขนาดรูปร่างเก็บไว้เรื่อยๆ ทุก 1-3 เดือน เนื่องจากร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อาจทำให้ขนาดรูปร่างเปลี่ยนแปลงได้ วัดเอาไว้บ่อยๆ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายเมื่อต้องการซื้อเสื้อผ้าสักชุด โดยเฉพาะเสื้อผ้าออนไลน์

เคล็ดลับวิธีการทำหมึกล่องหนง่ายๆ

หมึกล่องหน หมึกล่องหน คือหมึกที่เขียนแล้วไม่ปรากฏเป็นตัวอักษร แต่ถ้าหากรู้วิธีอ่านที่ถูกต้อง ก็จะมีตัวอักษรปรากฏขึ้นมาให้สามารถอ่านได้อย่างง่ายดาย ใครที่อยากจะลองทำหมึกล่องหนเล่นดูบ้างก็มีวิธีการทำที่ไม่ยากเลย เพียงแค่เตรียมสิ่งของต่างๆ ต่อไปนี้ให้ครบถ้วน

1 ปากกาเก่าๆ ที่หมึกหมดแล้ว หรือจะใช้เป็นพู่กันอันเล็กๆ ก็ได้ เอาไว้สำหรับเขียนตัวหนังสือล่องหน

2 น้ำส้มสายชู หรือน้ำมะนาวก็ได้ เพื่อใช้แทนน้ำหมึกที่จะเขียน

3 กระดาษสีขาว เอาไว้สำหรับเขียน

4 เทียนไข และไม้ขีดไฟ หรือจะใช้เป็นไดร์เป่าผม หรือเตารีดก็ได้ค่ะ

 

วิธีการทำหมึกล่องหนนั้นง่ายมาก เพียงแค่

1 นำปากกาหรือพู่กันที่เตรียมเอาไว้แล้ว จุ่มลงในน้ำส้มสายชู หรือน้ำมะนาว แล้วนำมาเขียนเป็นตัวหนังสือ ตามข้อความที่ต้องการลงบนกระดาษสีขาว อาจจะเขียนให้ตัวใหญ่เล็กน้อย เพื่อให้สามารถอ่านและมองเห็นได้อย่างชัดเจน

2 เมื่อเขียนเสร็จแล้วให้ทิ้งกระดาษไว้ให้แห้งสนิท ตอนนี้รอบน้ำส้มสายชู หรือน้ำมะนาวที่นำมาเขียนจะเริ่มจางหายไป จนไม่สามารถอ่านได้ว่าเขียนอะไร

เพียงเท่านี้กระดาษที่เขียนข้อความไปแล้ว ก็จะมองดูเหมือนกับเป็นกระดาษเปล่าธรรมดา แต่มีตัวอักษร ข้อความ ซ่อนอยู่ ซึ่งวิธีการจะอ่านตัวอักษรหรือข้อความนั้นก็สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ

ให้นำกระดาษมาส่องกับแสงเทียนตัวหนังสือก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา เป็นรอยไหม้สีน้ำตาล แต่ถ้าหากกลัวว่ากระดาษจะไหม้ไฟเสียก่อน ก็สามารถใช้ลมร้อนจากไดร์เป่าผม เป่าลงไปบนกระดาษเพื่อให้ตัวอักษรปรากฏขึ้นมา หรือจะใช้เตารีดร้อนๆ มารีดลงบนกระดาษก็จะสามารถอ่านตัวอักษรที่ซ่อนไว้ได้เช่นกันค่ะ

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน กับออกซิเจน ในอากาศ หรือเรียกว่าปฏิกิริยาออกซิไดส์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของสารได้ ดังนั้นเมื่อน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชูถูกออกซิไดส์ ก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ ทำให้สามารถอ่านเป็นตัวอักษรได้ แต่นอกจากน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชูแล้ว สารตัวอื่นๆ ก็สามารถนำมาทำเป็นหมึกล่องหนได้ เช่น นม น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล หอมหัวใหญ่ สารละลายน้ำตาล น้ำผึ้งเจือจาง โค้กหรือเป๊ปซี่เจือจาง ไวน์ หรือแม้แต่น้ำสบู่ก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

เคล็ดลับวิธีการแยกแก้วหรือถ้วยชามที่ซ้อนติดกัน

ถ้วยชามที่ซ้อนติดกันแก้ว หรือถ้วยชาม ที่ซ้อนเอาไว้มักจะดูดติดกันจนยากต่อการแกะออกซึ่งหลายคนก็คงจะเคยประสบกับปัญหาเหล่านี้อย่างแน่นอน และก็คงจะสงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมมันถึงติดกัน และจะทำอย่างไรให้สามารถแยกออกจากกันได้อย่างง่ายดาย

สาเหตุที่ทำให้แก้ว หรือถ้วยชามที่วางซ้อนกันติดกันนั้นก็เนื่องมาจาก การเย็นตัวลงของอุณหภูมิระหว่างชั้นของสิ่งที่ซ้อนกัน ทำให้สูญเสียอากาศที่อยู่รอบๆ ช่วงต่อ สิ่งที่ซ้อนกันจึงถูกดูดติดกันแน่นจนแกะไม่ออกนั่นเอง

วิธีที่จะแยกแก้ว หรือถ้วยชามที่ซ้อนติดกันนั้นก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 40 องศา แช่ไว้ประมาณ 1 นาที อากาศที่และอุณหภูมิที่อยู่ระหว่างชั้นการซ้อนกันก็จะกลับมา และทำให้สามารถแยกแก้ว หรือถ้วยชามนั้นออกจากกันได้อย่างง่ายดาย แต่ทั้งนี้ต้องระวังอย่าให้น้ำร้อนจนเกินไป เพราะอาจทำให้แก้ว หรือถ้วยชามแตกเสียหายได้

เคล็ดลับวิธีการลดไขมันสะสมในร่างกาย

ลดไขมันสะสมในร่างกายการเผาผลาญไขมันทีดีจะช่วยให้ร่างกายไม่มีไขมันสะสมอยู่มากเกินไป และไม่ทำให้อ้วน และใครที่กำลังไดเอตอยู่ แต่เผลอลืมตัวไปรับประทานอาหารมื้อหนักเข้า ก็ต้องเร่งการเผาผลาญให้มากกว่าปกติ จะได้ไม่เกิดการสะสมของไขมัน ซึ่งวิธีการลดไขมันสะสมในร่างกายนั้นก็สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ

1 ดื่มน้ำส้มคั้นสด หรือกินส้มสดๆ แบบไม่ต้องคั้นก็ได้ เพราะในน้ำส้มมีวิตามินที่มีความสามารถในการช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย และมีเส้นใยสูง

2 กินธัญพืชไขมันต่ำ เป็นอาหารที่สามารถนำมาทานเล่นได้ อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องไม่หิวระหว่างมื้ออาหารได้

3 เคี้ยวให้ช้า การเคี้ยวอาหารให้ช้าลงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้ไวขึ้น และไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็นเพราะจะทำให้พลังงานไม่ถูกใช้ไปจนเก็บสะสมเป็นไขมันได้

4 ทานผักและผลไม้ เลือกที่มีน้ำตาลน้อย ให้พลังงานน้อยแต่ทำให้รู้สึกอิ่ม ทำให้ทานอาหารจานหลักได้น้อยลง และยังได้รับวิตามิน และสารอาหารที่มีในผักและผลไม้อย่างครบถ้วน

5 ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยเร่งกรเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการวิ่งอย่างน้อย 30 นาที เพียงเท่านี้ก็จะเผาผลาญได้ถึง 140 แคลอรี

เคล็ดลับวิธีการแก้อาการเหน็บชา

แก้อาการเหน็บชาอาการเหน็บชานั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยที่ขาดวิตามินบี โดยเฉพาะวิตามินบี 1 ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีแรงมากดทับส่วนใดส่วนหนึ่งทำให้เส้นเลือดไม่สามารถนำออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสไปยังเนื้อเยื่อหรือเส้นประสาทได้ ทำให้เส้นประสาทไม่สามารถสื่อสัญญาณไปยังสมอง จึงเกิดอาการชา และเจ็บเหมือนมีเข็มมาทิ่มแทงนั่นเอง ซึ่งใครที่มักมีอาการเหน็บชาอยู่บ่อยๆ ก็ควรหาอาหารที่มีวิตามินบี 1 มารับประทาน เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ข้าวโอ๊ต รำข้าว ตับ ไข่ มันเทศ เป็นต้น แต่ถ้าหากกินแล้วไม่หายก็ควรปรึกษาแพทย์จะดีกว่าค่ะ

ส่วนวิธีที่จะช่วยให้หายจากอาการเหน็บชาโดยไวนั้นสามารถทำได้โดยการนวดนิ้วโป้งเท้า ในข้างที่เป็นเหน็บชา โดยบีบแรงๆ อาการเหน็บชานั้นก็จะหายไป หรือจะใช้เชือกหรือยางมาผูกที่นิ้วโป้งเท้าข้างที่เป็นเหน็บชาโดยรัดให้แน่นสัก 2-3 รอบ แล้วรอสักครู่อาการเหน็บชาก็จะหายไปค่ะ ยังไงก็ลองเอาไปทำกันดูนะคะ